การฟัง การดู และการอ่าน สู่หลักคำสอนในพระพุทธศาสนา
บทนำ
ในชีวิตประจำวัน
มนุษย์รับรู้ข่าวสาร ข้อมูลต่าง ๆ ที่มีอยู่รอบตัว ด้วยการฟัง การดู และการอ่าน ซึ่งเป็นกระบวนการที่ผู้รับสารใช้ในการรับสาร
โดยการรับข้อมูลผ่านทางหู ตา และสมอง
ผ่านการกลั่นกรองให้เกิดความรู้ ความเข้าใจในเนื้อหา เกิดการแปลความหมายจากสิ่งที่ได้ยิน
สิ่งที่เห็น และสิ่งที่อ่าน นอกจากนี้ในชีวิตประจำวัน เรามักได้ฟัง ได้ดู ได้อ่านสารที่มีเนื้อหาสอดแทรกคำสอนที่ให้ข้อคิดด้านศีลธรรม
คุณธรรม หรือหลักพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นการฟัง พระธรรมเทศนา บทสวด คำสอนจากพ่อแม่ ครู หรือผู้ใหญ่ การดูละครทีวี ภาพยนตร์ ซีรีส์ ที่แฝงแนวคิด และการอ่านหนังสือธรรมะ ชาดก
นิทานสอนใจ วรรณกรรมที่สอดแทรกหลักศีลธรรม โดยสารเหล่านี้ได้สอดแทรกคำสอนเกี่ยวกับศีลธรรม
คุณธรรมในพระพุทธศาสนาไว้ให้กับผู้ฟัง ผู้ดู และผู้อ่าน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดคุณค่ามากกว่าความบันเทิง
อีกทั้งเป็นคู่มือสอนใจ เตือนใจในการปฏิบัติตนเพื่อดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท
ปลูกฝังศีลธรรมและความดีงามให้กับผู้ฟัง ผู้ดู และผู้อ่านในการปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม
การฟัง การดู และการอ่าน
กิตติชัย
พินโน และคณะ (2554 : 193) ได้ให้ความหมายของการฟัง คือ กระบวนการรับรู้สารโดยผ่านสื่อทางเสียงรูปแบบต่าง
ๆ แล้วเข้าใจเรื่องราวได้ตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้พูด ในการรับสาร ผู้ฟังควรใช้วิจารณญาณพิจารณาหาประโยชน์จากเรื่องที่ฟังนั้นด้วย
อรอุรา มุสิกสาร (2559 : 32) ได้ให้ความหมายของการดู คือ
กิริยาที่ใช้สายตาเป็นกระบวนการรับสาร เช่น ภาพหรือตัวอักษร
เมื่อผู้รับสารเกิดการรับรู้ ตีความจนกระทั่งเข้าใจสาร แล้วเกิดปฏิกิริยาตอบสนอง
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
พ.ศ. 2554 (2556
: 1405) ได้ให้ความหมายของการอ่าน คือ ว่าตามตัวหนังสือ
ถ้าออกเสียงด้วยเรียกว่าอ่านออกเสียง ถ้าไม่ออกเสียงเรียกว่าอ่านในใจ
โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจเป็นสำคัญ
กล่าวได้ว่า
กระบวนการฟัง การดู เป็นรูปแบบการรับสาร โดยการฟังเป็นการรับสารผ่านการได้ยินเสียง
ส่วนการดูเป็นการรับสารผ่านการมองเห็นภาพหรือการเคลื่อนไหว
และการอ่านเป็นรูปแบบของการรับสาร โดยการรับข้อมูล ความรู้ ความคิด
หรือข้อความต่าง ๆ ผ่านตัวอักษร ทั้งจากหนังสือ บทความ หรือสื่อออนไลน์ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการแสวงหาความรู้
ทำให้เกิดการพัฒนาตนเอง การฟัง การดู และการอ่านที่ดี
จึงควรเก็บแง่คิดจากสิ่งที่เราได้ฟัง ได้ดู หรือได้อ่าน โดยเฉพาะการฟัง การดู หรืออ่านวรรณกรรมที่มีคุณค่า
จะช่วยทำให้เกิดทัศนคติที่ดีต่อชีวิตและสังคม
และสามารถใช้ความรู้และข้อคิดที่ได้รับไปใปปรับใช้ในการตัดสินใจหรือแก้ปัญหาได้ในชีวิตจริง
หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา
คำสอนในพระพุทธศาสนาที่เป็นหัวใจสำคัญ แสดงเป็นคำสอน
คือ “การไม่ทำบาปทั้งปวง ทำความดีให้ถึงพร้อม และทำจิตใจให้ผ่องใส”
นอกจากนี้ยังปรากฏหลักคำสอนที่สำคัญอื่น ๆ อีก เช่น หลักการดำเนินชีวิต คือ พรหมวิหาร
4 เป็นการพัฒนาจิตใจด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา หิริโอตตัปปะ
เป็นความละอายต่อบาปและความเกรงกลัวผลของบาป หรือการพัฒนาตนเอง คือ ปัญญา
ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเรียนรู้และการทำความเข้าใจความจริง
การปล่อยวาง คือ การไม่ยึดติดสิ่งใด จะช่วยลดความทุกข์ ทั้งนี้คำสอนเหล่านี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าที่มีประโยชน์หลายด้านต่อผู้ปฏิบัติ
ทั้งในด้านการดำเนินชีวิต การอยู่ร่วมกับผู้อื่น และการเข้าใจโลกตามความเป็นจริง
การฟังและการดู
ในรูปแบบการแสดง เช่น ละคร ลิเก โขน หรือภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากวรรณกรรม มักสะท้อนหลักธรรมแนวคิดทางพระพุทธศาสนาไว้นอกจากความบันเทิง ดังที่ผู้เขียนขอยกตัวอย่างการแสดงโขนเรื่อง “รามเกียรติ์” วรรณคดีเอกของไทย ที่มีคุณค่าทั้งทางด้านวรรณศิลป์
คุณค่าด้านเนื้อหา รวมถึงคุณค่าด้านสังคมและวัฒนธรรม
รามเกียรติ์
การฟัง ดูโขนเรื่องรามเกียรติ์ นอกจากเราจะได้เห็นศิลปะการแสดงที่งดงามแล้วนั้น
ยังแฝงแนวคิดทางพระพุทธศาสนาในเรื่องไว้ด้วย เช่นในเรื่อง ความเพียรและความอดทน
ดังในเรื่องที่พระรามต้องต่อสู้ฝ่าฟันกับอุปสรรค ต่าง ๆ มากมาย
แต่พระองค์ก็อดทนและไม่ยอมแพ้ อีกทั้งยังเป็นกษัตริย์ที่ยึดมั่นในหลักธรรม มีความยุติธรรม ซื่อสัตย์
และเสียสละ ซึ่งเป็นหลักธรรมสำหรับผู้ปกครอง คือ “ทศพิธราชธรรม” ธรรมสำหรับ พระเจ้าแผ่นดิน ได้แก่ ทาน ศีล ปริจจาคะ
อาชชวะ มัททวะ ตบะ อักโกธะ อวิหิงสา ขันติ
และอวิโรธนะ (พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, 2564 : 340) โดยหลักธรรมนี้นำมาจากคำสอนทางพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นหลักคุณธรรม
10 ประการที่ผู้ปกครองพึงปฏิบัติเพื่อสร้างประโยชน์สุขให้เกิดแก่ประชาชนจนเกิดความชื่นชมยินดี
นอกจากนี้ การฟัง การดู
ในรูปแบบของการแสดงประเภทละครที่ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมของนักเขียนมืออาชีพ
นอกจากความบันเทิงที่ผู้ฟัง ผู้ดูได้รับแล้วนั้น ยังสะท้อนแนวคิดทางพระพุทธศาสนาไว้ด้วยเช่นกัน
ทองเนื้อเก้า
ทองเนื้อเก้า
บทประพันธ์จากปลายปากกาของ โบตั๋น หรือ สุภา สิริสิงห นักเขียนชาวไทย
ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ. 2542 ที่เรื่องราวได้ถูกนำมาถ่ายทอดเป็นละครโทรทัศน์
ผ่านตัวละครวันเฉลิมที่เป็นตัวอย่างทองเนื้อเก้า
ที่แม้จะเกิดในสิ่งแวดล้อมที่เลวร้าย แต่ก็สามารถเติบโตเป็นคนดีได้ด้วยการยึดมั่นในความกตัญญู
หรือการสอนเรื่องการใช้ชีวิตอย่างมีสติและไม่ประมาท โดยสะท้อนผ่านตัวละคร คือ
ลำยอง ที่ใช้ชีวิตอย่างประมาท ปล่อยให้ตนเองตกเป็นทาสของอบายมุข
ทั้งเหล้า การพนัน และการการปล่อยปละละเลยครอบครัว หลงลืมความรับผิดชอบและไม่นึกถึงคุณค่าของชีวิต สุดท้ายจุดจบของชีวิตจึงเป็นไปอย่างน่าสังเวช
สะท้อนหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างชัดเจนในเรื่องกฎแห่งกรรม ซึ่ง “กรรม”
หรือการกระทำที่เป็นทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว และผลที่เกิดจากกรรรมเหล่านั้น
ความกตัญญูของวันเฉลิม ความเพียรพยายาม และการทำความดีอยู่เสมอ
ทำให้วันเฉลิมได้รับผลแห่งกรรมดีคือความสุข ความเจริญในชีวิต ส่วนลำยอง ผู้ที่ใช้ชีวิตอย่างขาดสติและประมาทในการใช้ชีวิต
ติดอบายมุข ก่อให้เกิดผลกรรมที่ตามมาคือความทุกข์ทรมานทางกายและใจในบั้นปลายชีวิต
จึงกล่าวได้ว่า การกระทำทุกอย่างย่อมมีผลตามมาเสมอ
ไม่มีใครสามารถหลีกหนีผลแห่งกรรมที่ตนเองได้กระทำไว้ได้
ซึ่งเป็นสัจธรรมที่สำคัญในหลักพระพุทธศาสนา
มาตาลดา
มาตาลดา
เดิมเป็นนิยายรักที่เคยติดอันดับหนึ่งของนิยาย Dek-D ผู้เขียนใช้นามปากกาว่า ณัฐณรา ผู้เขียนมีจุดมุ่งหมายในการเขียนคือ “ครอบครัวเปรียบเหมือนเข็มทิศเรือนแรกที่มีส่วนชี้นำเส้นทางของลูก” งานเขียนเรื่อง มาตาลดา ถูกนำมาทำเป็นละครโทรทัศน์
ที่นำเสนอเรื่องราวของหญิงสาวที่เติบโตมาในครอบครัวที่ไม่เหมือนใคร เธอถูกเลี้ยงมาโดยพ่อซึ่งเป็นชายข้ามเพศที่มอบความรัก
ความอบอุ่นให้กับลูก ทำให้ตัวละคร มาตาลดาเป็นคนมองโลกในแง่ดี
มีจิตใจดี และพร้อมจะมอบความรักให้กับทุกคนรอบตัว โดยละครเรื่อง มาตาลดา
นำเสนอแง่คิดทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องของเมตตาธรรม ซึ่งปรากฏอยู่ในพรหมวิหาร 4 คำว่า “เมตตา” หมายถึง ความรัก
ความปรารถนาให้เขามีความสุข (พจนานุกรมพุทธศาสน์
ฉบับประมวลศัพท์, 2564 : 324) สะท้อนผ่านตัวละคร คือ มาตาลดา ซึ่งเป็นตัวแทนของความเมตตา
เพราะเธอไม่ได้มองโลกด้วยการตัดสิน แต่พร้อมจะมอบความรักและความเข้าใจให้กับทุกคน
นอกจากนี้ กรรมดี
คือการกระทำของมาตาลดาที่ได้กระทำความดีและมอบความรักให้ผู้อื่นอย่างสม่ำเสมอ จึงได้รับผลกรรมที่ดีกลับมานั่นคือ
ความสุข ความอบอุ่น และการเป็นที่รักของคนรอบข้าง
ในส่วนของการอ่านนั้น
การอ่านวรรณกรรมประเภทต่าง ๆ นอกจากผู้รับสารจะได้รับสาระความรู้แล้วนั้น ยังได้แฝงแง่คิดสำคัญซึ่งเป็นคำสอนทางพุทธศาสนาไว้
ทั้งนี้เนื่องมาจากวรรณกรรมจำนวนมากได้รับอิทธิพลจากพระพุทธศาสนา ซึ่งผู้เขียนขอยกตัวอย่าง
วรรณคดีพุทธศาสนาที่สำคัญเล่มหนึ่งของไทย ซึ่งปรากฏคำสอนทางพระพุทธศาสนาให้ผู้อ่านได้นำแนวคิดหลักไปประยุกต์ใช้ในการเป็นเข็มทิศชีวิต
นั่นคือ “ไตรภูมิพระร่วง” วรรณกรรมทางพุทธศาสนาที่ทรงคุณค่าของไทย
ไตรภูมิพระร่วง หรือไตรภูมิกถา เป็นวรรณคดีทางพุทธศาสนาที่สำคัญเล่มหนึ่งของไทย
แสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับหลักในพุทธศาสนา
ตลอดจนชี้ให้เห็นถึงผลบาปและผลบุญที่คนทั้งหลายได้กระทำไว้
โดยน้อมนำจิตใจประชาชนให้ยึดมั่นอยู่ในคุณธรรม กระทำความดี
โดยอธิบายรายละเอียดของสวรรค์และนรก รวมถึงการลงโทษในนรกที่สอดคล้องกับบาปที่กระทำ ข้อคิดสำคัญจากเรื่องไตรภูมิพระร่วงคือ การสอนให้คนประพฤติดี ละเว้นความชั่ว
เพื่อให้ได้รับผลดีในชาตินี้และชาติหน้า ตามกฎแห่งกรรม โดยผ่านการอธิบายภาพของโลก
3 ภพ คือ กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ
เพื่อกระตุ้นเตือนให้เกิดความไม่ประมาท และการทำความดีเพื่อหลุดพ้นจากวัฏสงสาร สงสารวัฏ
หรือ สงสารวัฏฏ์ (วังวนแห่งสงสาร) คือ ท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
(พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, 2564 :
394) ทั้งนี้ความเชื่อเรื่องสวรรค์และนรกในศาสนาพุทธ หมายถึง
ภูมิที่สัตว์ไปเกิดตามผลกรรมที่ทำ คือ
สวรรค์เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยความสุขจากการทำดี
ส่วนนรกคือภพภูมิที่เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานจากการทำชั่ว
นอกจากนี้
การอ่านบทประพันธ์ที่กวีได้สร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งนอกจากมีความงดงามทางด้านวรรณศิลป์ ไม่ว่าจะเป็นการสรรคำ เล่นคำ การใช้ภาพพจน์แล้วนั้น
กวียังได้แฝงแง่คิดคำสอนทางพุทธศาสนาไว้ด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งผู้เขียนขอยกตัวอย่างกวีของไทยที่มีความเชี่ยวชาญชำนาญด้านการแต่งกลอน
ท่านคือ สุนทรภู่ ครูกวี
นิราศภูเขาทอง
ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์ มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต
แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา
บทประพันธ์นี้ให้แง่คิดคำสอนทางพุทธศาสนา
ซึ่งเป็นประโยชน์กับ ผู้อ่านในการนำคำสอนไปปฏิบัติให้เกิดสิ่งที่ดีแก่ตนเอง คือ
กุศลกรรมบถ ซึ่งเป็นทางแห่งกรรมดี หรือทางทำดี ได้แก่ กายกรรม เป็นการกระทำทางกาย วจีกรรม
เป็นการกระทำทางวาจา และมโนกรรม เป็นการกระทำทางใจ (พจนานุกรมพุทธศาสน์
ฉบับประมวลศัพท์, 2564 : 29) ทุกสิ่งล้วนมีเหตุและผลตามมา
นั่นคือ ผลของการกระทำ หากเราพูดจาดี พูดจาไพเราะน่าฟัง ไม่พูดหยาบคาย พูดแต่ความจริง ย่อมก่อให้เกิดผลดีแก่ผู้พูด
คือ ทำให้ผู้ฟังเกิดความรัก ความเมตตา หากพูดชั่ว ซึ่งอาจหมายถึง
พูดด้วยถ้อยคำหยาบคาย การพูดไม่จริง พูดโอ้อวด พูดส่อเสียด ย่อมนำความเดือดร้อนมาสู่ตัวผู้พูด
และยังเป็นการทำลายมิตรภาพอีกด้วย
พระอภัยมณี
แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด
ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน
บทประพันธ์นี้ให้แง่คิดคำสอนทางพุทธศาสนาแก่ผู้อ่าน
ในเรื่องความไม่ประมาทในการคบคน ไม่หลงเชื่อใครง่าย
ๆ และใช้สติพิจารณา ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความไม่ประมาทมัวเมาในอารมณ์ทั้งปวง คือ อัปปมาทะ (พจนานุกรมพุทธศาสน์
ฉบับประมวลศัพท์, 2564 : 590) ซึ่งเป็นหลักธรรมในพระพุทธศาสนา หมายถึง ความไม่ประมาท
ความเป็นอยู่อย่างไม่ขาดสติ ระมัดระวังตัว ไม่ปล่อยให้พลาดโอกาสทางความดีและความเจริญก้าวหน้า
และไม่ถลำลงสู่ความเสื่อม ความไม่ประมาทนี้เป็นรากฐานของความเจริญทั้งทางโลกและทางธรรม และเป็นเหตุให้บรรลุประโยชน์สูงสุด
สรุป
สังคมไทยเป็นสังคมพุทธ
มีหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาฝังแน่นอยู่ในจิตใจคนไทยมาช้านาน การถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดใด ๆ
มักสอดแทรกหลักธรรมดังกล่าวทั้งทางตรง หรือทางอ้อม ซึ่งอาจต้องอาศัย การตีความ วรรณกรรมที่สะท้อนหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา
เป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมที่ทำให้ผู้อ่านได้คิด ได้เข้าใจหลักธรรมด้วยเหตุผล
ผู้ฟังได้ศรัทธาและเกิดแรงบันดาลใจ ผู้ดูได้ภาพจำที่ชัดและเข้าถึงอารมณ์ ซึ่งหากนำแนวคิดที่ได้จากการรับสารไปประพฤติปฏิบัติย่อมก่อให้เกิดผลดีตามมา
คือ ความสงบสุขในชีวิต โดยดำเนินชีวิตตามหลักพุทธศาสนา
คือ ทำความดี ละเว้นความชั่ว และพัฒนาจิตใจให้สงบและมีปัญญา ซึ่งเป็นหลักคำสอนในพระพุทธศาสนาที่เป็นหัวใจสำคัญ
คือ โอวาทปาติโมกข์ โอวาทสำคัญที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ที่ประชุมสงฆ์ในวันมาฆบูชา ซึ่งเป็นคำสอนที่พุทธศาสนิกชนสามารถนำไปปฏิบัติได้ทุกยุคสมัย
เป็นแนวทางของการประพฤติปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามหลักศีลธรรม
ก่อให้เกิดผลดีทั้งต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และต่อสังคมโดยรวม
เอกสารอ้างอิง
กิตติชัย พินโน และคณะ. (2554). ภาษากับการสื่อสาร. พิมพ์ครั้งที่ 2.
กรุงเทพมหานคร:
ภาควิชาภาษาตะวันออก
คณะโบราณคดี
มหาวิทยาลัยศิลปากร.
ราชบัณฑิตยสถาน. (2556). พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554.
กรุงเทพมหานคร: นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์.
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต). (2564). พจนานุกรมพุทธศาสน์
ฉบับประมวลศัพท์. กรุงเทพมหานคร: บริษัทธรรมสภา
บันลือธรรม จำกัด.
อรอุรา
มุสิกสาร. (2559). ภาษาไทยพื้นฐาน. กรุงเทพมหานคร:
ซีเอ็ดยูเคชั่น.
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น